sridum
Newbie

กระทู้: 4
|
 |
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 29, 2007, 11:04:52 AM » |
|
ไปเจอบทความมาเลยเอามาฝากครับ
โหมโรงสถาบันประกันเงินฝาก
หลายท่านคงพอจะทราบเรื่องของสถาบันประกันเงินฝากกันมาบ้างแล้วใช่มั้ยครับ เพราะแม้ว่าตอนนี้ข่าวคราวเกี่ยวกับเรื่องนี้ค่อนข้างจะเงียบเชียบไปหน่อย แต่สำหรับใครก็ตามที่เลียบๆเคียงอยู่กับแวดวงเงินๆทองๆ เชื่อว่าก็คงพอจะให้ความสนใจกันอยู่บ้าง
เรื่องสถาบันประกันเงินฝากนั้นคงจะต้องใช้เวลากันอีกสักระยะครับกว่าจะรูปเป็นร่างชัดเจน เพราะแม้จะผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้วก็ยังจะต้องผ่านกระบวนการทางนิติบัญญัติและขั้นตอนการจัดตั้งอีกช่วงหนึ่งจึงจะสามารถออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้เป็นเรื่องเป็นราวได้
แต่เบื้องต้นก็คือ ร่างพ.ร.บ.สถาบันประกันเงินฝากฉบับนี้กำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขการประกันเงินฝากที่สำคัญไว้สองเรื่องครับ หนึ่งคือเรื่องหลักเกณฑ์ที่สถาบันการเงินต้องนำส่งเงินสมทบเข้าสถาบันประกันเงินฝากในอัตราที่กำหนดไว้ซึ่งในเรื่องนี้เราจะขยายความต่อโดยละเอียดในครั้งต่อๆไป และสองคือรัฐบาลจะทยอยปรับลดวงเงินฝากที่ค้ำประกันลงในระยะเวลา 4 ปี กล่าวคือในปีแรกจะค้ำประกันเงินฝากอยู่ที่วงเงินไม่เกิน 50 ล้านบาท จากนั้นลดลงเหลือ 25 และ 10 ล้านบาทในปีที่2 และ 3 ตามลำดับ และท้ายที่สุดจะปรับลงมาอยู่ที่ 1 ล้านบาทในปีที่ 4
สาเหตุที่ต้องใช้เวลาถึง 4 ปีทยอยปรับลดลงวงเงินค้ำประกันนั้น นอกจากจะเป็นการให้เวลาสถาบันการเงินต่างๆเตรียมความพร้อมแล้วก็อาจจะพอกล่าวได้ว่าว่ารัฐบาลประสงค์ที่จะประคับประคองหัวจิตหัวใจของผู้มีเงินฝากไม่ให้สั่นคลอนจนเกินควร เพราะอย่างที่รู้ๆกันครับว่าธรรมชาติของผู้ฝากเงินจะอ่อนไหวต่อข่าวตลอดจนภาวะความไม่แน่นอนและความเปลี่ยนอย่างฉับพลันค่อนข้างสูง
หลายคนพอได้ทราบข่าวเรื่องนี้ก็สารภาพออกมาก่อนเลยครับว่า แม้ตัวเองจะไม่ได้มีเงินออมมากมายก่ายกองเป็นสิบล้านร้อยล้าน แต่ก็รู้สึกเหมือนกับว่ามีเรื่องน่าปวดหัวขนาดหนักที่ต้องพลอยมาแบกรับเรื่องบางเรื่องเพิ่มขึ้นอยู่ดี โดยให้เหตุผลว่าแม้ในอนาคตจะได้รับความคุ้มครองในวงเงิน 1 ล้านบาทแรกจากสถาบันประกันเงินฝากแล้วก็ตาม แต่ก็ต้องมาแบกรับความกังวลใจจากภาระการบริหารจัดการเงินทองให้เกิดประโยชน์และปลอดภัยเข้าเงื่อนไขความคุ้มครองที่เพิ่มความละเอียดซับซ้อนมากยิ่งขึ้นอย่างอยากที่จะปฎิเสธได้
ในความเป็นจริงการที่ผู้มีเงินฝากในยุคจำกัดความคุ้มครองต้องทำการบ้านมากขึ้นกว่าแต่ก่อนย่อมเป็นเรื่องที่ดี เพราะนอกเหนือจากสั่งสมให้เกิดความสันทัดจัดเจนในการลงทุนแล้วยังเป็นโอกาสที่จะขยับขยายอัตราผลตอบแทนให้เพิ่มสูงขึ้นกว่าที่เคยถือเงินนิ่งสนิทอยู่ในธนาคารแต่เพียงอย่างเดียว
แต่ก็อย่างที่บอกครับ หัวอกคนฝากเงินอย่างไรเสียก็รักที่จะรับความคุ้มครองในทุกกรณีมากกว่าอยู่นั่นเอง กับคำกล่าวที่ว่าเมื่อคราววิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 นั้นกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินใช้ภาษีอากรมาอุ้มสถาบันการเงินหรือว่าง่ายๆว่าเอาเงินของรายย่อยจำนวนมากมายมหาศาลมาอุ้มคนหรือธุรกิจเพียงบางกลุ่มนั้นจะฟังดูมีเหตุผลซึ่งก็มีเหตุผลจริงอย่างที่เขาว่า แต่กับคนทั่วๆไปที่ทำมาหากินพอมีพอเก็บก็อาจดูว่าเรื่องในตอนนั้นออกจะไกลตัวและไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกใกล้ชิดหรือกระทบกับตนเองมากเหมือนกับในคราวนี้
ในด้านของธนาคารหรือสถาบันการเงินเองก็มีเรื่องที่ต้องปวดหัวกลับมาขบคิดเช่นเดียวกันครับว่า เมื่อผู้ฝากเงินเห็นว่าการฝากเงินกับธนาคารมีความเสี่ยงไม่แตกต่างจากการลงทุนประเภทอื่นดังเช่นพวกกองทุนรวมตราสารหนี้หรือกองทุนส่วนบุคคล ก็อาจจะพากันเคลื่อนย้ายเงินฝากออกไปยังกองทุนรวมต่างๆที่เชื่อได้ว่าเมื่อถึงเวลาก็คงจะกางมุ้งรอขายของกันอย่างคึกคัก
แต่ล่าสุดก็กองทุนเองก็มีปัญหาอยู่บ้างเพราะไม่นานมานี้มีข่าวว่าผู้บริหารกองทุนรวมกำลังเสนอแก้ไขร่างพ.ร.บ.สถาบันประกันเงินฝากในประเด็นการค้ำประกันให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนที่พ.ร.บ.กำหนดให้บัญชีเงินฝากของกองทุนรวมถือเป็น 1 บัญชีและเป็นนิติบุคคลเพียง 1 ราย ขณะที่กลุ่มผู้บริหารกองทุนรวมมีข้อเสนอว่ากองทุนรวมกองหนึ่งมีผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นจำนวนมาก จึงควรให้มีการค้ำประกันแก่ผู้ถือหน่วยลงทุนทุกรายอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นประเด็นใหญ่อีกเรื่องที่จะมีผลกับความเชื่อมั่นของผู้ถือหน่วยลงทุนและทิศทางการลงทุนของประเทศเป็นอย่างมาก ดังนั้นผลการหารือจะออกหัวออกก้อยอย่างไรคงต้องติดตามดูกันอย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ดีสำหรับธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆก็ยังคงมีการบ้านอีกหลายข้อที่ต้องตามตีโจทย์ให้แตกว่าจะรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวกันอย่างไร คำตอบที่ต้องมีแน่ๆแล้วอยู่ข้อหนึ่งก็คืออัตราดอกเบี้ยที่น่าจะยืนพื้นอยู่ในอัตราที่สามารถแข่งขันและดึงเม็ดเงินไว้ให้ได้อย่างสม่ำเสมอ แต่หลักใหญ่ใจความก็คือสถานการณ์จะที่บังคับให้สถาบันการเงินต้องปรับปรุงโครงสร้างฐานะการเงิน และการพัฒนาระบบการบริหารความเสี่ยง ตลอดจนภาพลักษณ์กันฝุ่นตลบ และจะเป็นเครื่องพิสูจน์ฝีไม้ลายมือครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งของสถาบันการเงินไทยว่าใครดีพอที่จะอยู่รอดปลอดภัยต่อไปได้ เมื่อถึงตอนนั้น เวลาของผู้มีเงินออมทั้งหลายที่จะหลีกเลี่ยงศึกษาข้อมูลต่างๆในการออมและการบริหารจัดการเงินๆทองๆคงจะเหลือน้อยลงไปทุกที.
|