ถ้าเข้าใจไม่ผิด(แต่ถ้าผิดก็ต้องขออภัย

)ประเด็นที่คุณตั้งคำถามคือ
กรณีไม่มีกรรมการผู้มีอำนาจจะสามารถจัดประชุมผู้ถือหุ้นและอนุมัติงบการเงินได้หรือไม่ นะครับ
กรรมการผู้มีอำนาจ เกี่ยวข้องอย่างไรกับ การประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี ? เรื่องนี้ ต้องตอบแบบฟันธงว่า เป็นเรื่องของแต่ละบริษัทจัดการกันเองแหละครับ เพราะ มันมี 2 ส่วนครับ คือ
1)การนัดประชุมหรือเรียกประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งตามกฎหมายก็เป็นอำนาจของกรรมการผู้มีอำนาจ หรือผู้บริหาร หรือผู้จัดการ
(ขึ้นอยู่กับบริษัทของคุณจะเรียกว่าอะไรครับ โดยสรุป ก็เป็นฝ่ายบริหารในบริษัทน่ะครับ) ได้ทางหนึ่ง อีกทางหนึ่งคือผู้ถือหุ้นซึ่งมีสัดส่วนการถือหุ้นตามที่กฎหมายกำหนดก็สามารถทำหนังสือเรียกให้ฝ่ายบริหารเรียกประชุมผู้ถือหุ้นได้
ซึ่งหากพิจารณากรณีของบริษัทคุณ เกิดภาวะ ขาดผู้บริหารที่จะดำเนินการเรียกประชุม (ใช่หรือไม่ครับ?) แต่มีวาระการประชุมที่สำคัญคือ เรื่องการพิจารณารับรองงบการเงินของบริษัทรออยู่ หากเกิดกรณีตามนี้ไม่ต้องกลัวครับ ไม่ต้องรอหาผู้บริหารใหม่ก็ได้ครับ คุณมีผู้บริหารท่านอื่นที่รองลงมา หรือทำงานแทนอยู่ ิแต่ไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจก็ได้ครับ เพราะเรื่องเรียกประชุมไม่ได้มีกฎหมายกำหนดไว้ว่าจะต้องเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ กฎหมายใช้คำว่าผู้บริหาร จึงไม่ต้องห่วงเรื่องการเชิญประชุมผู้ถือหุ้นได้ครับ แม้แต่เลขานุการบริษัทก็ทำหนังสือเีชิญไ้ด้ครับ แต่ต้องบอกว่าเชิญในนามของผู้มีอำนาจนะครับ ไม่ใช่เลขาเชิญเอง แต่ถ้ามีเลขานุการที่ประชุมผู้ถือหุ้น ก็สามารถเชิญได้เองครับ
แต่จากข้อมูลที่บริษัทคุณมีกรรมการผู้มีอำนาจคนเดียว ก็พาลจะนึกไปว่า บริษัทคุณคงไม่ได้มีจำนวนผู้ถือหุ้นมากมายนัก แล้วกรรมการผู้มีอำนาจไม่ใช่ผู้ถือหุ้นหรือครับ (โดยปกติถ้าผู้ถือหุ้นไม่มาก กรรมการผู้มีอำนาจก็น่าจะมาจากผู้ถือหุ้นน่ะคับ เพราะหากกรรมการผู้มีอำนาจเป็นผู้ถือหุ้น เรื่องจะยุ่งมากขึ้นอีก) อย่างไรก็ตาม เรื่องเชิญประชุมไม่ซีเรียสเรื่องคนเชิญครับ ที่จะเป็นปัญหาของคุณคือเรื่องวิธีการที่จะบอกต่อไปมากกว่า 2) วิธีการเชิญประชุม ตามกฎหมายแพ่งที่เพิ่งแก้เมื่อปีที่แล้ว(2551) กำหนดให้การเชิญประชุมผู้ถือหุ้น
ต้องเชิญประชุมล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน (กรณีไม่ต้องลงมติพิเศษ) และ 14 วัน (กรณีต้องลงมติพิเศษ) ซึ่งกฎหมายบังคับให้ต้องเชิญ 2ทาง คือ จดหมายลงทะเบียน กับ ประกาศหนังสือพิมพ์ และ
หากการประชุมผู้ถือหุ้นของคุณครั้งนี้ ต้องพิจารณงบการเงินด้วย ก็ต้องจัดประชุมภายใน 120 วันนับจากวันปิดงบการเงินประจำปี และหากคุณมีรอบงบการเงินเป็นไปตามปกติของบริษัททั่วไป คือ 1 ม.ค. - 31 ธ.ค. ของทุกปี ก็ต้องแสดงความเสียใจด้วยว่า คุ
ณจะประกาศเชิญประชุมทางหนังสือพิมพ์และส่งจดหมายลงทะเบียนถึงผู้ถือหุ้นไม่ทันแล้ว เพราะวันสุดท้ายที่คุณจะประชุมพิจารณางบการเงินปี 2551 ได้คือ ภายใน 30 เมษายน 2552 ซึ่งหากมีวาระการเลือกกรรมการผู้มีอำนาจด้วย ต้องขอมติพิเศษจากที่ประชุม ประกาศหนังสือพิมพ์และจดหมายต้องส่งล่วงหน้าก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่า 14 วัน คือต้องลงประกาศและส่งจดหมายลงทะเบียนภายในวันที่ 15 เมษายน 2552 กรณีไม่เชิญประชุมตามที่กฎหมายกำนดมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาทครับ
ผมเข้าใจว่า กรณีของคุณตั้งใจจะดำเนินการ อย่า่งที่เคยทำเมื่อปีที่แล้ว เพราะตามกฎหมายหลังจากประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณางบการเงินแล้วต้องส่งงบการเงินที่ผู้ถือหุ้นรับรองแล้วให้กระทรวงพาณิชย์ภายใน 30 วันนับจากวันมีมติรีบรองงบ ซึ่งตามปกติ หากพิจารณางบในวันสุดท้าย 30 เม.ย. จะต้องส่งงบภายในวันที่ 30 พ.ค. ซึ่งช่องว่างตรงนี้หลายบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นไม่มาก หรือ ถือเป็นหุ้นลม ก็มักไม่จัดประชุม และจะหาผู้ตรวจมาตรวจรับรองงบในช่วงเดือน พ.ค. แทนที่จะเป็น เดือน เม.ย. ซึ่งเมื่อจัดประชุมไม่จริง เอกสารต่างๆ ก็เซ็นลงวันที่ย้อนหลังกันทั้งนั้น
กระทรวงพาณิชย์ก็รู้ครับ เลยส่งกฎหมายแก้ไขออกมาดัดหลังบริษัทหัวใสเหล่านี้ เพื่อให้ทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยปีนี้เวลาส่งงบก็อย่าลืมสำเนาหนังสือเชิญประชุมไปพร้อมงบการเงินด้วยนะัครับ คุณจะได้ไม่ต้องเสียเวลากลับไค้นหาหนังสือเชิญประชุมเวลาเจ้าหน้าที่ขอตรวจ ตรงนี้แหละคับ ที่ผมห่วงว่าบริษัทของคุณอาจเข้าข่ายที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฎหมายนะครับ ระวังให้ดีนะครับ
สำหรับประเด็นเรื่อง
การพิจารณางบการเงินน่ะครับ ถ้าคุณจัดประชุมอย่างถูกต้องก็ไม่มีปัญหา ที่ประชุมสามารถรับรองงบการเงินดังกล่าวได้แน่นอนครับ ส่วนตรงขั้นตอนการเชิญ คุณคงต้องพิจารณานะครับ ว่าจะให้ใครเป็นคนเชิญดี และที่สำคัญควรต้องพิจารณากำหนดวาระการประชุมไปเลยเรื่องแต่งตั้งกรรมการผู้มีอำนจ และพิจารณารับรองงบการเงิน ปี 2551 นะครับ