หน้าแรก ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
ข่าว: ยินดีต้อนรับสู่ "กูรูฟอรั่ม" www.guruforum.in.th ศูนย์รวมนักวิชาชีพและผู้แสวงหาความรู้ด้านกฎหมาย บัญชี ภาษีอากร การเงิน บริหาร และไอที ร่วมถาม-ตอบ แบ่งปันประสบการณ์ความรู้ เพื่อพัฒนาสังคมวิชาชีพให้ก้าวหน้า สมาชิกจะได้รับสิทธิในการตั้งคำถาม ตอบคำถาม รับข่าวสาร และร่วมโหวตในประเด็นต่างๆ ท่านใดที่ยังไม่ได้สมัครเป็นสมาชิกกรุณาลงทะเบียนที่เมนูด้านบนครับ

+  GURUFORUM
|-+  Professional Community
| |-+  กฎหมาย
| | |-+  สอบถามค่าทนาย
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: สอบถามค่าทนาย  (อ่าน 1501 ครั้ง)
wongd
Newbie
*
กระทู้: 3


« เมื่อ: พฤษภาคม 12, 2009, 03:56:59 PM »

 ดิฉันอยากสอบถาราคาค่าทนายในการบังคับคดี คือศาลตัดสินให้ลูกหนี้ชำระหนี้แล้ว ทนายเสนอราคาค่าดำเนิน
การบังคับคดีสืบหาทรัพย์ ค่าดำเนิการงวดแรก 10000.00 ถ้ายึดทรัพย์ได้ เก็บ 30% ของมูลค่าซึ่งมันมากไปสำหรับคนทำงานได้กำไร ไม่เกิน 10% และไม่รู้ว่าจะได้รับชำระหนี้เป็นอะไรถ้าเป็นเครื่องมือเครื่องจักร จะขายได้ราคาเท่าใหร่ มีใครบ้างคะที่อ่านกระทู้นี้แล้วรับทำคดีพวกนี้อยู่ คิดค่าใช้จ่ายเท่าใหร่ มีใครคิดถูกกว่านี้ใหม
เพราะตอนนี้เศรษฐกิจก็แย่ มีใครพอช่วยกันได้บ้าใหมค่ะ มูลค่าลูกหนี้อยู่ เจ็ดแสนนะค่ะ
บันทึกการเข้า
Sociolegalist
Global Moderator
Newbie
*****
กระทู้: 37


« ตอบ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 14, 2009, 02:52:22 PM »

เรื่องค่าทนาย ในกรณีบังคับคดี ต้องเรียนตรงๆนะครับว่า "ไม่ง่าย"

งานนี้ 10,000 บาทในงวดแรกเนี่ย ต้องถามก่อนว่ารวมค่าธรรมเนียมหรือยัง เพราะการยื่นคำร้องต่อกรมบังคับคดีเพื่อดำเนินการตามคำพิพากษานั้น ก็มีค่าธรรมเนียมอยู่นะครับ ขึ้นอยู่ว่าหลังสืบทรัพย์ได้แล้วจะดำเนินการกับทรัพย์นั้นอย่างไร  จะขับไล่ จะยึดอายัด ทรัพย์นั้น เป็นสังหา หรืออสังหา เป็นต้น ครับ  ค่าใช้จ่ายในการเดินทางรวมไหม ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าจ้างคนงาน รถขน ทรัพย์สิน ทุกอย่างมันขึ้นกับความยาก ง่ายของงานครับ โดยส่วนตัว เห็นว่าราคาที่ทนายแจ้งหากรวมค่าธรรมเนียมไม่ถือว่าแพงนะครับ อยู่ในอัตราปกติทั่วไปในตลาด

ที่สำคัญ ก็ต้องเรียนตรงๆ ว่า คดีแพ่งมีอายุความบังคับคดีแพ่ง 10 ปี ค่าจ้าง 10,000 บาท แรก เพื่อไปเริ่มกระบวนการติดตามทรัพย์เอามาคืนฝ่ายเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ไม่แพงหรอกครับ สำหรับค่าจ้าง ระยะเวลา 10 ปี ตกปีละ 1,000 บาทเท่านั้นเอง

และในเรื่องของส่วนแบ่ง 30% จากทรัพย์ที่ติดตามคืนมาได้ ก็เป็นค่าตอบแทนจากการทำงานติดตามทรัพย์จริงๆ ครับ ซึ่งการติดตาม นี้ต้องเรียนว่า บางกรณีรู้ทั้งรู้แต่ก็ตามได้ยาก เช่น เงินในบัญชีธนาคาร แม้จะรู้ว่ามีบัญชีอยู่ธนาคารไหน เราก็เอาเงินเขามาไม่ได้เพราะ ไม่รู้เลขที่ หรือกรณีรู้เลขที่บัญชีก็ต้องขอหมายศาลไปอายัดบัญชีก่อน ซึ่งกว่าจะเสร็จเขาก็ถอนเงินไปแล้ว ที่ดินหากจะยึดก็ต้องรู้เลขที่โฉนด และต้องรู้ว่าอยู่ในเขตสำนักงานไหน ขั้นตอนเยอะครับ นอกจากนั้นพวกสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ก็ยากที่จะไปรู้ครับว่าเขาจะก่อสิทธิเรียกร้องอะไรไว้บ้าง

ตามปกติ ลักษณะกฎหมายของไทย จะให้สิทธิเจ้าหนี้สามารถเลือกลูกหนี้ได้อยู่แล้ว แต่ก็เป็นหน้าที่ของเจ้าหนี้ที่ต้องตรวจดูความน่าเชื่อถือของลูกหนี้เอาเองด้วย เพราะระบบการบังคับติดตามหนี้ และระบบทะเบียนทรัพย์สินเมืองไทยยัีงห่วยมากครับ

ส่วนมากที่ผมเห็นกว่าศาลจะตัดสินให้ชนะคดี ลูกหนี้ก็โอนทรัพย์สินหนีไปหมดแล้ว เจ้าหนี้็ทำได้แค่นอนกอดคำพิพากษาไว้ให้ชื่นใจเท่านั้นแหละครับ ถ้าเป็นบริษัทก็จะได้มีหลักฐานทางบัญชีในการตัดหนี้สงสัยจะูสูญเป็นหนี้สูญไปซะ เพื่อจะได้ลงบัญชีทรัพย์สิน-หนี้สินกันใหม่ได้ โดยผู้ถือหุ้นไม่สามารถด่าผู้บริหารในการปรับลดสินทรัพย์ของบริษํทได้ไงครับ
บันทึกการเข้า
wongd
Newbie
*
กระทู้: 3


« ตอบ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 15, 2009, 11:47:35 AM »

ถามต่อนะค่ะ ดิฉันก็พอทราบข้อมูลของลูกหนี้อยู่พอสมควรดูจากทางอินเตอร์เน็ตและสอบถามจากพนักงานของจำเลย
1.มีเจ้าหนี้รายอื่นยื่นฟ้องก่อนแล้วหลายเจ้า แต่ช่วงที่เกิดปัญหาพร้อมๆ ทางบจก.ได้รับำระหนี้มาบ้างก่อนที่ศาลท่านจะตัดสิน และเจ้าหนี้รายอื่นก็ขออายัดลูกหนี้เพื่อชำระหนี้แทน แต่ทางจำเลยได้โอนสิทธิลูกหนี้ให้กับธพาณิชย์แห่งเรื่องจึงยังไม่จบว่าอย่างไร (ก็ไม่รู้ว่าจบหรือยัง)
2.ทางเราก็คิดว่าคงไม่ได้คืนง่ายๆหรอกที่ถามก็คือตอนนี้ไม่อยากเสียเพิ่มแล้ว ทรัพย์สินของจำเลยมีเพียงลูกหนี้อย่างเดียว ถ้าเขาได้รับการชำระหนี้ก็ไม่รู้จะเหลือถึงบจก.ของเราหรือเปล่า
3.แต่เขาก็มีจ่ายให้กับเจ้าหนี้รายอื่นที่ฟ้องก่อนเราอยุ่เหมือนกัน
 
 ถ้าอย่างนี้เรากอดคำตัดสินไปก่อนดีใหมมีเงินเหลือแล้วค่อยหาทนายมาทำ มีเวลา10ปีใช่หรือเปล่า
 ถ้าไม่บังคับจะตัดหนี้สูญได้เลยหรือเปล่า
บันทึกการเข้า
Sociolegalist
Global Moderator
Newbie
*****
กระทู้: 37


« ตอบ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 15, 2009, 02:06:01 PM »

จากข้อมูลของคุณ ยังมีความสับสนในข้อเท็จจริงของคดี ดังนี้ ครับ

1. หากบริษัทของคุณ ฟ้องร้องและชนะคดีมาแล้ว
คุณจะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยในคดี จะเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา คุณจะมีสิทธิบังคับชำระหนี้ได้ก่อน เจ้าหนี้รายอื่น ที่ไม่มีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือยังไม่มีคำพิพากษาให้ชนะคดีนะครับ

2. การที่ลูกหนี้ของคุณ จะมีคดีอยู่กับเจ้าหนี้รายอื่นๆ โดยมีการอายัดทรัพย์สินไว้แล้ว ไม่อยู่ในข่ายที่จะพ้นจากการบังคับคดีในคดีของคุณที่สิ้นสุดก่อนแล้วนะครับ คุณมีสิทธิยื่นขอบังคับคดีได้ก่อนเลย แต่เจ้าหนี้ในอีกคดีก็มีสิทธิยื่นคัดค้านเป็นการร้องสอดเข้ามาได้ในฐานะที่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดี ตรงนี้ต้องขึ้นอยู่กับว่าคุณจะทำมั๊ย

3. "การโอนสิทธิลูกหนี้ให้กับธนาคารพาณิชย์" ที่คุณอ้างถึง ไม่แน่ใจว่า ใครโอนสิทธิ เพราะถ้าคนโอนสิทธิไปเป็นฝ่ายเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ฟ้องคดี ก็เท่ากับ ตอนนี้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาของคุณมีคดีกับธนาคาร แต่หากเป็นลูกหนี้คุณโอนสิทธิไป ก็เท่ากับเขาผลักภาระในการต่อสู้คดีไปให้ลูกหนี้การค้าของเขาอีกต่อหนึ่ง เพื่อให้เจ้าหนี้ไปเรียกบังคับชำระหนี้เอาจากลูกหนี้การค้าเลยโดยตรง ไม่ต้องผ่านลูกหนี้ของคุณ

หากเป็นกรณีแรก เท่ากับลูกหนี้คุณสู้คดีกับธนาคาร ซึ่งยืนยันได้ว่ายืดเยื้อแน่นอน แต่หากเป็นกรณีหลังผมว่าเสี่ยงกับทางคุณมาก ควรต้องรีบยื่นขอบังคับคดีโดยเร็วครับ เพราะคุณบอกเองว่าทรัพย์สินของลูกหนี้มีเพียง "ลูกหนี้การค้า อายจัง" เท่านั้น ซึ่งหมายความว่า กรณีนี้คุณเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิที่จะ "ใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ ตกใจ" เรียกให้ "ลูกหนี้ทางการค้า โกรธ" (ของ "ลูกหนี้ตามคำพิพากษา"ของคุณ) มาชำระหนี้ให้คุณก่อนเจ้าหนี้ที่คดียังไม่ถึงที่สุดครับ

ต้องทำความเข้าใจ ก่อนนะครับ ว่าการอาัยัดทรัพย์สิน มี 2 อย่าง อายัดระหว่างดำเนินคดีเพื่อไม่ให้จำเลยดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงทรัพย์สินในทางทำให้เจ้าหนี้เสียประโยชน์เวลาชนะคดี โดยอายัดแล้วจะทำอะไรกับทรัพย์ไม่ได้จนกว่าศาลจะเพิกถอนอายัด หรือคดีสิ้นสุดครับ

อีกกรณีเป็นอายัดเพื่อบังคับคดี เป็นการอายัดเพื่อไม่ให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษายักย้ายถ่ายเททรัพย์ไปจากกระบวนการบังคับของเจ้าหนี้ และเจ้าหนี้สามารถนำยึดทรัพย์สินที่อายัดไว้ ไปเข้าสู่กระบวนการขายทอดตลาดนำเงินที่ได้มาชำระหนี้ได้ครับ

กระบวนการบังคับคดีไม่ยุ่งยาก แต่เยอะแยะครับ ต้องทำความเข้าใจบ้าง  แต่ถ้าคุณไม่ติดใจว่าจะได้คืนก็ไม่ต้องติดตามเลย หรือรอยื่นคำร้องภายใน 10 ปี ได้ครับ แต่ถึงตอนนั้นจะเหลือทรัพย์สินอะไรให้บังคับคดีหรือไม่ ก็ต้องขึ้นกับคุณตัดสินใจครับ

ส่วนเรื่องลงบัญชี ต้องขึ้นกับนโยบายของบริษัทคุณครับ ว่าจะตัดเป็นหนี้สูญเลยหรือไม่ เพราะมันมีผลต่อส่วนที่เป็นทรัพย์สินของบริษัท และต้องหมายเหตุท้ายงบการเงินไว้ให้ชัดเจนด้วย เพื่อไม่ให้มีปัญหาเวลาส่งผู้ตรวจครับ ที่เคยเห็นบางบริษัท เขาทำเป็นประกาศภายในบริษัทครับ ว่า ลูกหนี้การค้าที่ค้างตจ่ายนานเกินกี่ปีจะตัดเป็นหนี้สูญอัตโนมัติไม่ต้องรอคดีด้วยครับ กำหนดวงเงิน ระยะเวลาให้ชัดเจน ก็เคลียร์ผู้สอบบัญชีได้แล้วครับ เพราะบริษัทไม่ได้ตกแต่งบัญชี แต่ทำตามนโยบายในการบริหารทรัพย์สินของบริษัท

นอกจากนี้ หากไม่ว่าอะไร มีอีกทางครับ ที่ผมว่า น่าจะได้รับการชำระหนี้ที่เร็วขึ้น แต่อาจไม่มากครอบคลุมมูลหนี้ และเป็นผลดีทางระบบบัญชีในการตัดหนี้สูญได้ง่ายขึ้น แต่เมืองไทยไม่ค่อยนิยม คือ การฟ้องล้มละลายครับ กรณีนี้ไม่ได้บอกว่าลูกหนี้เป็น ห้างหุ้นส่วนด้วยหรือไม่ เพราะถ้าเป็นห้าง จะส่ามารถฟ้องล้มละลาย และเรียกทรัพย์สินของหุ้นส่วนผู้จัดการมาบังคับชำระหนี้ของห้างได้ด้วยครับ และท้ายสุดเมื่อมีการเฉลี่ยทรัพย์แล้ว ได้รับชำระหนี้เท่าไหร่ก็ตาม มูลหนี้ที่ค้างอยู่สิ้นสุดทางบัญชีทันทีตามกฎหมายครับ ผู้ตรวจไม่มีสิทธิแย้ง ไม่มีสิทธิอ้าปากถามได้เลยด้วยครับ
บันทึกการเข้า
wongd
Newbie
*
กระทู้: 3


« ตอบ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2009, 05:38:53 PM »

ขอบคุณมากนะค่ะสอบสำหรับคำตอบ ที่คุณสงสัยว่าใครโอนลูกหนี้ให้กับธนาคาร
คือบริษัทที่เป็นจำเลยของเรานะค่ะ แต่ศาลท่านตัดสินหรือยังไม่ทราบ เพราะเจ้าหนี้รายอื่นกำลังยื่นฟ้องร้องกันอยู่ใจจริงก็อยากทำใจตัดหนี้สูญเลยเพราะมูลค่าประมาณ 700,000.00กว่าๆ ทำงานกำไรประมาณ 10% เองถ้าเราต้องมาเสียเงินเสียเวลาเพิ่มอีกมันเหนื่อยมาก ๆ
บันทึกการเข้า
Sociolegalist
Global Moderator
Newbie
*****
กระทู้: 37


« ตอบ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2009, 12:13:36 PM »

หากเป็นอย่างที่คุณบอกมา แสดงว่าธนาคารเป็นเจ้าหนี้ของลูกหนี้(จำเลยของคุณ)อีกที แล้วลูกหนี้ของคุณก็น่าจะอยู่ในฐานะที่โอนสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้การค้าของเขา ไปให้ธนาคารใช้สิทธิแทนไปแล้ว นอกจากนั้น ยังมีเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องคดีอยู่

กรณีนี้ หากคุณไม่ติดใจในเรื่องการได้ทรัพย์คืนจะแทงบัญชีหนี้สูญหรือหนี้สงสัยจะสูญก็คงทำให้สะดวกครับ ถ้าไม่มีปัญหากับผู้ถือหุ้น หรือผู้บริหารคงไม่มีปัญหาอย่างอื่นครับ แต่ต้องระวังว่า หากลูกหนี้มีทรัพย์สินอย่างอื่นที่เกิดขึ้นภายหลัง หรือที่คุณไม่รู้ตอนนั้นหากจะมีการติดตามอาจทำได้ยากนะครับ โดยเฉพาะกรณีที่เป็นทรัพย์สินอื่นๆที่ไม่คิดว่าจะมีค่า เช่นพวกลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร หรือเครื่องหมายการค้าต่างๆ น่ะครับ เพราะในทางบัญชีทั่วไปบางครั้งไม่ได้ลงมูลค่าไว้เพราะยังไม่มีการเสนอซื้อเสนอขายน่ะครับ  ซึ่งหากคุณตัดสินใจที่จะเลิกติดตามหนี้รายการนี้ ก็ต้องขออนุโมทนาบุญที่คุณมีเมตาธรรมไม่ซ้ำเติมลูกหนี้ให้ต้องเสียหายมากไปกว่านี้ครับ

อย่างไรก็ตามผมมีข้อเสนอในกรณีที่คุณต้องการดำเนินคดีเพื่อเรียกทรัพย์สินต่อไป ในสถานการณ์ของลูกหนี้ีรายนี้ผมเห็นว่า เข้าข่ายหนี้สินล้นพ้นตัว น่าจะสามารถยื่นฟ้องล้มละลายได้นะครับ ทั้งนี้ เพื่อนำทรัพย์สินที่มีอยู่ของลูกหนี้มาเฉลี่ยคืนให้แก่เจ้าหนี้ทุกรายอย่างเสมอภาคโดยการแบ่งสัดส่วนจากทรัพย์สินที่ลูกหนี้มีเหลือทั้งหมด ไม่อย่างนั้น กรณีแบบนี้ส่วนใหญ่เป็นธนาคารหรือสถาบันการเงินที่เขามีเจ้าหน้าที่ทำงานด้านนี้โดยเฉพาะเท่านั้นแหละครับที่สามารถได้รับชำระหนี้ เจ้าหนี้รายย่อยอื่นๆ อย่างกรณีของคุณมักจะยอมแพ้ก่อนคดีถึงที่สุดทุกทีแหละ ครับ เพราะต้องการให้เรื่องจบ ขี้เกียจเสียเวลา แล้วก็เสร็จสถาบันการเงินไปทุกรอบ

อย่างไรก็ตามต้องขอเป็นกำลังใจในการต่อสู้คดีและเอาใจช่วยในทุกการตัดสินใจของคุณครับ ยิ้ม
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!