หากเป็นอย่างที่คุณบอกมา แสดงว่าธนาคารเป็นเจ้าหนี้ของลูกหนี้(จำเลยของคุณ)อีกที แล้วลูกหนี้ของคุณก็น่าจะอยู่ในฐานะที่โอนสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้การค้าของเขา ไปให้ธนาคารใช้สิทธิแทนไปแล้ว นอกจากนั้น ยังมีเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องคดีอยู่
กรณีนี้ หากคุณไม่ติดใจในเรื่องการได้ทรัพย์คืนจะแทงบัญชีหนี้สูญหรือหนี้สงสัยจะสูญก็คงทำให้สะดวกครับ ถ้าไม่มีปัญหากับผู้ถือหุ้น หรือผู้บริหารคงไม่มีปัญหาอย่างอื่นครับ แต่ต้องระวังว่า หากลูกหนี้มีทรัพย์สินอย่างอื่นที่เกิดขึ้นภายหลัง หรือที่คุณไม่รู้ตอนนั้นหากจะมีการติดตามอาจทำได้ยากนะครับ โดยเฉพาะกรณีที่เป็นทรัพย์สินอื่นๆที่ไม่คิดว่าจะมีค่า เช่นพวกลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร หรือเครื่องหมายการค้าต่างๆ น่ะครับ เพราะในทางบัญชีทั่วไปบางครั้งไม่ได้ลงมูลค่าไว้เพราะยังไม่มีการเสนอซื้อเสนอขายน่ะครับ ซึ่งหากคุณตัดสินใจที่จะเลิกติดตามหนี้รายการนี้ ก็ต้องขออนุโมทนาบุญที่คุณมีเมตาธรรมไม่ซ้ำเติมลูกหนี้ให้ต้องเสียหายมากไปกว่านี้ครับ
อย่างไรก็ตามผมมีข้อเสนอในกรณีที่คุณต้องการดำเนินคดีเพื่อเรียกทรัพย์สินต่อไป ในสถานการณ์ของลูกหนี้ีรายนี้ผมเห็นว่า เข้าข่ายหนี้สินล้นพ้นตัว น่าจะสามารถยื่นฟ้องล้มละลายได้นะครับ ทั้งนี้ เพื่อนำทรัพย์สินที่มีอยู่ของลูกหนี้มาเฉลี่ยคืนให้แก่เจ้าหนี้ทุกรายอย่างเสมอภาคโดยการแบ่งสัดส่วนจากทรัพย์สินที่ลูกหนี้มีเหลือทั้งหมด ไม่อย่างนั้น กรณีแบบนี้ส่วนใหญ่เป็นธนาคารหรือสถาบันการเงินที่เขามีเจ้าหน้าที่ทำงานด้านนี้โดยเฉพาะเท่านั้นแหละครับที่สามารถได้รับชำระหนี้ เจ้าหนี้รายย่อยอื่นๆ อย่างกรณีของคุณมักจะยอมแพ้ก่อนคดีถึงที่สุดทุกทีแหละ ครับ เพราะต้องการให้เรื่องจบ ขี้เกียจเสียเวลา แล้วก็เสร็จสถาบันการเงินไปทุกรอบ
อย่างไรก็ตามต้องขอเป็นกำลังใจในการต่อสู้คดีและเอาใจช่วยในทุกการตัดสินใจของคุณครับ
