ชาวอเมริกันรายหนึ่งซื้อกรอบรูปดิจิตอลมาเป็นของขวัญวันเกิดเซอร์ไพรส์คุณแม่วัย 81 ปี ทันทีที่เสียบยูเอสบีเชื่อมกับเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่ออัปโหลดภาพครอบครัวลงในกรอบรูปดิจิตอลใหม่ถอดด้าม โปรแกรมป้องกันไวรัสในเครื่องก็ฟ้องว่าสามารถตรวจจับไวรัสหรือมัลแวร์ได้ 4 ตัว ข้อสรุปเดียวที่ได้คือกรอบรูปดิจิตอลต้นเหตุนี้ถูกวางขายในร้านค้าพร้อมไวรัส ซ้ำรอยเหตุการณ์ในอดีตที่เคยมีกระแสข่าวไวรัสแถมในสินค้าใหม่จากโรงงานมาก่อน
เจอร์รี่ แอสคิว ที่ปรึกษาด้านคอมพิวเตอร์ของบริษัทในลอสแองเจอลิสวัย 42 ปีคือเจ้าของกรอบรูปดิจิตอลไวรัส ตามรายงานในเอพีระบุว่า แอสคิวซื้อกรอบรูปดิจิตอลยี่ห้อ Uniek จากร้าน Target มูลค่า 50 เหรียญ และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นในประเทศจีน
แอสคิวเล่าว่าตั้งใจจะใส่รูปเซอร์ไพร์สคุณแม่ก่อนจะมอบให้ แต่ทันทีที่เชื่อมต่อกรอบรูปเข้ากับคอมพิวเตอร์ โปรแกรมป้องกันไวรัสกลับร้องเตือนว่ากรอบรูปนี้มีไวรัส 4 ตัวติดตั้งอยู่ และหนึ่งในนั้นเป็นไวรัสชนิดที่สามารถขโมยข้อมูลรหัสผ่านได้ แอสคิวเชื่อว่าไวรัสในกรอบรูปเกิดขึ้นเพราะการควบคุมคุณภาพการผลิตที่ไม่ดีพอ
ปัญหาไวรัสในสินค้าไอทีจากโรงงานไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายปีที่แล้วมีรายงานข่าวว่าพนักงานที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ใช้คอมพิวเตอร์ติดไวรัสเป็นตัวทดสอบผลิตภัณฑ์ก่อนนำออกวางจำหน่าย ผลคือผู้ซื้อสินค้าได้รับไวรัสไปติดไว้ในคอมพิวเตอร์โดยไม่รู้ตัวกันถ้วนหน้า
กรณีที่เกิดขึ้น นักวิจัยด้านความปลอดภัยคอมพิวเตอร์อย่างมาร์คัส ซาชส์ มองว่าไม่เพียงกรอบรูปดิจิตอล แต่เครื่องเล่น MP3 อุปกรณ์แนะนำเส้นทาง และ Gadget นานาชนิดล้วนมีความเสี่ยงที่จะอยู่บนชั้นวางขายพร้อมมัลแวร์หรือซอฟต์แวร์ประสงค์ร้ายทั้งสิ้น บางตัวอาจสามารถขโมยรหัสผ่าน เปิดช่องโหว่ให้นักแฮกระบบ และทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นส่วนหนึ่งของวงจรส่งอีเมลขยะโดยไม่รู้ตัว
"มันเหมือนแมลงสาบในห้องครัว ที่จะวิ่งหายไปทันทีที่เราเปิดไฟ อย่าคิดว่าจะมีแมลงสาบในห้องครัวเพียงตัวเดียว เพราะยังอาจจะมีสัตว์ประหลาดตัวจิ๋วหลายพันตัวที่เรามองไม่เห็น"
ส่วนใหญ่ผลิตที่จีน
หลายปีมาแล้ว ผู้บริโภคถูกแนะนำให้ระวังภัยจากการดาวน์โหลดบนอินเทอร์เน็ตและการเปิดไฟล์แนบอีเมลแปลกหน้า แต่ล่าสุดการซื้อสินค้า Gadget (ที่ต้องใช้งานร่วมกับคอมพิวเตอร์) จากร้านค้าก็เป็นอีกความเสี่ยงที่ผู้บริโภคต้องระวังตัว และเมื่อหลายเสียงพร่ำโทษแต่ความผิดพลาดในสายการผลิตที่ไร้คุณภาพ แหล่งผลิต Gadget รายใหญ่ของโลกอย่างประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ย่อมหนีไม่พ้นข้อครหานานัปการ
จีนนั้นเป็นแหล่งการผลิตที่หลายบริษัทเลือกใช้เพราะต้องการลดต้นทุน ซึ่งผลงานความผิดพลาดในสายการผลิตของจีนที่ผ่านมานั้นมีอยู่ไม่น้อย ทั้งผลิตภัณฑ์ยาสีฟันมีพิษ อาหารสัตว์ที่มีอันตราย และของเล่นเด็กที่มีสารประกอบอันตรายปนเปื้อน
ครั้งนี้ก็เช่นกัน รายงานจากสำนักข่าวเอพีวิเคราะห์ว่า ไวรัสในสินค้าไอทีจากโรงงานนั้นน่าจะเกิดขึ้นเพราะอุบัติเหตุคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทดสอบผลิตภัณฑ์นั้นติดไวรัส มากกว่าจะมีพนักงานทุจริตหรือแฮกเกอร์ตัวจริงที่ตั้งใจเจาะระบบคอมพ์ของผู้บริโภคด้วยการแทรกแซงระบบการผลิตสินค้าไอทีในจีน แต่ไม่ว่าจะสาเหตุใดก็ตาม เชื่อว่าสินค้าไอทีจากโรงงานที่วางขายพร้อมไวรัสน่าจะมีอยู่จำนวนมากในขณะนี้
รายงานวิเคราะห์ไว้เพียงว่าจำนวนมาก แต่คำถามว่าสินค้าในตลาดขณะนี้ที่มีโอกาสติดไวรัสมีจำนวนประมาณเท่าใดนั้นไม่สามารถหาคำตอบได้ เนื่องจากข้อกำหนดกฎเกณฑ์เรื่องการรักษาความปลอดภัยที่บริษัทค่ายใหญ่มักไม่เปิดเผยรายละเอียดบริษัทรับจ้างผลิต
ต้องอัปเดทแอนตี้ไวรัส(อีกแล้ว)
นอกจากจะงดซื้อสินค้าไอที หนทางเดียวที่ผู้บริโภคจะรับมือไวรัสในสินค้าไอทีจากโรงงานได้คือการตรวจสอบไวรัสก่อนจะนำไปใช้งาน แน่นอนว่าการทดสอบจะต้องอาศัยคอมพิวเตอร์ซึ่งอัปเดทโปรแกรมป้องกันไวรัสให้ทันเหตุการณ์อยู่เสมอ ไม่เช่นนั้นไวรัสเหล่านี้จะฝังตัวในเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่ผู้ใช้เชื่อมต่อ
"มันเหมือนคุณกำลังถือปืนที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งก่อนที่คุณจะยิง คุณก็ต้องตรวจสอบลำกล้องก่อน" โจ เทลาฟิซิ รองประธานอาวุโสฝ่ายปฏิบัติการสถาบันวิจัย McAfee Avert Labs กล่าว
ยังไม่มีรายงานความเห็นจากกลุ่มบริษัทที่มีสายการผลิตในประเทศจีน โดยบริษัทผู้ขายสินค้า Gadget ระบุว่าได้เริ่มการสอบสวนหามูลเหตุเสียงร้องเรียนที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ไม่สามารถระบุกรอบเวลาการสืบสวนว่าจะแล้วเสร็จเมื่อไร
...ใครไม่มีแอนตี้ไวรัสก็ซวยไป...
เรียบเรียงจากเอพี
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 17 มีนาคม 2551 08:27 น.