ก่อนอื่นต้องขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับที่บริษัทของคุณต้องมีปัญหากับระบบการคิดเบี้ยปรับจากการดำเนินการผิดพลาดในเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มของกรมสรรพากร และก็ต้องขอให้คุณสงสารและเข้าใจเจ้าหน้าที่ด้วย เพราะบางครั้งเขาก็ไม่ได้อยากทำร้ายจิตใจผู้ประกอบการอย่างนี้ แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อกฎหมายบังคับกำหนดให้เป็นหน้าที่ของเขาในการต้องเรียกเก็บ ถ้าไม่ทำเจ้าหน้าที่ก็มีความผิดอีก ก็เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจกันทุกฝ่ายนะครับ
เรื่อง
ปัญหาภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการได้รับปัญหาในทางปฏิบัติเยอะมากครับ เพราะขั้นตอนตามกฎหมาย และกระบวนการในการแจ้งต่างๆ ค่อนข้างซับซ้อน นอกจากนี้ ยังเป็นช่องทางให้สรรพากรเข้าตรวจสอบการดำเนินการของกิจการได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น จึงทำให้ผู้ประกอบการหลายรายที่ไม่ต้องการเปิดเผยการดำิเนินงานที่แท้จริงของกิจการไม่นิยมที่จะจดทะเบียน Vat แต่ในทางกฎหมายที่ต้องการให้ทำธุรกิจอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ เพื่อให้รัฐสามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ก็เลยกำหนดบทลงโทษผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามไว้ค่อนข้างหนัก บางครั้งเลยส่งผลให้ผู้ที่ไม่มีเจตนาแต่ทำธุรกิจโดยไม่ได้ศึกษาหรือเตรียมการไว้อย่างรอบคอบต้องประสบปัญหาเช่นเดียวกับกรณีของคุณอยู่สม่ำเสมอ
(ส่วนนี้แนะนำให้คุณส่งเจ้าหน้าที่บัญชี-การเงินเข้าอบรมเพื่อติดตามข้อกฎหมายให้สม่ำเสมอครับ จะช่วยได้ ถ้านึกไม่ออกว่าจะไปที่ไหน ก็ที่ธรรมนิตินี่แหละครับมีอบรมอยู่เรื่อยๆ)ซึ่งจากรายละเอียดที่คุณให้มาแสดงว่า เจ้าหน้าที่สรรพากรประเมินคิดเบี้ยปรับตาม มาตรา 89(1) ประมวลรัษฎากร สำหรับช่วงที่คุณประกอบกิจการโดยไม่ไปจด Vat ทั้งที่รับรู้รายได้ถึงเกณฑ์ สิ่งที่ทำได้แนะนำให้รีบติดต่อเจ้าหน้าที่สรรพากรเพื่อขอลดเบี้ยปรับ เบื้องต้นขอให้คุณลองดู
http://www.rd.go.th/publish/5209.0.html ด้านล่างของมาตรา 89 จะมีคำสั่งกรมสรรพากรที่เกี่ยวของกับการคิดเบี้ยปรับนะครับ ซึ่งรายละเอียดของการลด ยกเว้นต่างๆ จะต้องพิจารณาตามประเภทของการกระทำผิดที่เป็นเหตุให้โดนปรับ ซึ่งคุณคงต้องดูในประเด็นที่เกี่ยวกับกิจการของคุณเองครับ
แต่อย่างไรก็ตาม โดยปรกติเรื่อง
เบี้ยปรับกรณีการชำระภาษีผิดพลาดนี้ เป็นเรื่องที่อาจผ่อนผันให้บรรเทาความเดือดร้อนได้ (ไม่ใช่ไม่ต้องจ่ายนะครับ เพราะจากข้อมูลของคุณเป็นการผิดที่เจ้าหน้าที่สรรพากรก็ยากที่จะยกเว้นครับ คนอื่นก็ถูกเรียกเก็บแบบนี้เช่นเดียวกันนะครับ) โดยการยื่นอุทธรณ์ คำสั่งปรับของเจ้าพนักงานต่อคณะกรรมการหรืออธิบดี ซึ่งเรื่องนี้ คุณสามารถสอบถามเจ้าหน้าที่สรรพากรที่ประเมินบริษัทคุณได้เลยครับ หลักงจากนั้นหากยังไม่เป็นที่พอใจ หรือเข้าใจว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็สามารถยื่นคำร้องต่อศาลภาษีอากรต่อไปได้อีกชั้นหนึ่งครับ
แต่ต้องเข้าใจประเด็นนะครับ ว่า
การอุทธรณ์ หรือ ยื่นคำร้องต่อศาลนั้น เป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่อาจประเมินแล้วสูงเกินไปกว่าที่คุณเห็นว่าควรจะเป็น หรือ ขอลดเบี้ยปรับด้วยเหตุว่าอัตราสูงเกินไปกว่าที่จะชำระได้ หรือขอเป็นการผ่อนชำระเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของกิจการ ซึ่งเรื่องแบบนี้ ต้องเริ่มขั้นแรกที่ต้องทำ คือ ทดลองอ่านข้อกฎหมายที่แนะนำไป แล้ว ประเมินภาระเบี้ยปรับของคุณดูครับ ว่าเมื่อเทียบกับที่เจ้าหน้าที่ประเมินมาแล้ว สอดคล้องกันหรือไม่ ถ้าเจ้าหน้าที่ประเมินสูงไป ก็ต้องขดลด แต่ถ้าเขาประเมินถูกแล้ว ก็อาจต้องขอลดด้วยเหตุจำเป็นต่างๆ หรือจะขอเป็นผ่อนชำระก็ได้แล้วแต่กรณีครับ