จากกรณี ตามปัญหาของคุณที่ได้ีระบุมา เป็นประเด็นที่มีเป็นข้อพิพาทระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ของสรรพากรเป็นจำนวนมากครับ เนื่องจากลักษณะเฉพาะของการรายงานรายได้ต่างของบุคคลต่างๆ ที่มีความหลากหลาย และสลับซับซ้อนต่างๆ กันไป ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ที่ตรวจประเมินภาษีจึงจำเป็นที่ต้องดำเนินการตามหน้าที่ในการตรวจสอบรายงานการยื่นภาษีของแต่ละบุคคลให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งก็ต้องเห็นใจในฝ่ายเจ้าหน้าที่ด้วยนะครับ เพราะหน้าที่ของเขาคือการจัดเก็บภาษีเข้าคลังให้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้น กรณีที่เจ้าหน้าที่เห็นว่ารายการยื่นภาษีของบุคคลใดไม่เป็นไปตามกฎหมาย หรือตรวจสอบพบว่า มีความไม่ถูกต้อง เจ้าหน้าที่ก็จะเรียกให้มีการยื่นเอกสาร หรือยื่นแบบฟอร์มแจ้งการประเมินภาษีเพิ่มเติม มาให้เพื่อจะได้มีการแก้ไขให้ถูกต้อง หรือหากผู้ใดไม่เห็นด้วยก็จะต้องยื่นคัดค้านกับคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีต่อไป ตามขั้นตอน
ในประเด็นของคุณนั้น ผมจะขอให้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6220/2549 โดยตามลิ้งค์ที่แนบไว้แล้วใส่เลขฎีกาเพื่อค้นหาก็ได้นะครับ (
http://www.deka2007.supremecourt.or.th/deka/web/search.jsp) เป็นคำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้องและมีรายละเอียดที่ใกล้เคียงกันครับ
ก่อนอื่น ก็ต้องยกบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประเด็นของคุณมาแจ้งกันไว้ก่อนนะครับ
"
มาตรา 57 ตรี ในการเก็บภาษีเงินได้จากสามีและภริยานั้น ถ้าสามีและภริยาอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ให้ถือเอาเงินได้พึงประเมินของภริยาเป็นเงินได้ของสามี และให้สามีมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษี แต่ถ้าภาษีค้างชำระและภริยาได้รับแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันแล้ว ให้ภริยาร่วมรับผิดในการเสียภาษีที่ค้างชำระนั้นด้วย
ถ้าสามีหรือ ภริยามีความประสงค์จะยื่นรายการแยกกันก็ให้ทำได้ โดยแจ้งให้เจ้าพนักงานประเมินทราบภายในเวลาซึ่งกำหนดให้ยื่นรายการ แต่การแยกกันยื่นรายการนั้น ไม่ทำให้ภาษีที่ต้องเสียเปลี่ยนแปลงอย่างใด ถ้า เห็นสมควร เจ้าพนักงานประเมินอาจแบ่งภาษีออกตามส่วนของเงินได้พึงประเมินที่สามีและ ภริยาแต่ละฝ่ายได้รับ และแจ้งให้สามีและภริยาเสียภาษีเป็นคนละส่วนก็ได้ แต่ถ้าภาษีส่วนของฝ่ายใดค้างชำระและอีกฝ่ายหนึ่งได้รับแจ้งล่วงหน้าไม่น้อย กว่า 7 วันแล้ว ให้อีกฝ่ายหนึ่งนั้นร่วมรับผิดในการเสียภาษีที่ค้างชำระนั้นด้วย
การที่สามีภริยาอยู่ต่างท้องที่กันหรือต่างคนต่างอยู่เป็นครั้งคราวยังคงถือว่าอยู่ร่วมกัน"ประเด็นคือ ในส่วนของเจ้าหน้าที่เขาพิจารณาตามประมวลรัษฎากร มาตรา 57ตรีนี้ ซึ่งกำหนดให้นำเงินได้ของภรรยาไปรวมกับเงินได้ของสามีเพื่อยื่นแบบรายการเสียภาษีประจำปี โดยให้เป็นหน้าที่ของสามีในการยื่นแบบรายการเสียภาษี แต่ต่อมาในวรรคสองก็มียกเว้นไว้ว่า สามีกับภรรยาจะแยกกันยื่นภาษีก็ได้ แต่ต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานทราบ แล้วก็ต้องเงื่อนไขเอาไว้อีกว่า การแยกยื่นไม่ทำให้ภาษีที่ต้องเสียเปลี่ยนไป ซึ่งโดยสรุปง่ายๆ กฎหมายเขาบอกว่า ให้เอาเงินได้ส่วนของภรรยาไปรวมคิดกับเงินไ้ด้ของสามีด้วย (เพื่ออะไรทราบไหมครับ ก็เพื่อให้สะดวกในการตรวจรายได้รวมของครอบครัวในฐานหน่วยภาษีหนึ่ง และมีโอกาสที่ฐานภาษีจะขยับขึ้นไปอีกฐานหนึ่งได้มากยิ่งขึ้นไงครับ จากเดิมที่สองคนหากแยกยื่นอาจเสียคนเดียวฐาน 10% แต่พอรวมแล้วอาจขยับเป็นฐาน 20% ได้)
ดังนั้นจากคำถามของคุณ หากพิจารณาตามประมวลรัษฎากรก็เข้าเกณฑ์ที่ต้องรวมยื่นแบบครับ การพิจารณาว่าจะยื่นแบบของคุณซึ่งมีรายได้ตาม 40(1) อย่างเดียวเป็น ภงด.91 ส่วนภรรยามีรายได้ตาม 40(2) ต้องยื่นด้วย ภงด.90 นั้น ไม่เป็นการถูกต้องครับ เพราะตามมาตรา 57ตรี ระบุไว้แล้วให้เป็นหน้าที่ของคุณในการรวมยื่นภาษีโดยคำนวนเงินได้ของภรรยาไว้เป็นเงินได้ที่ต้องรายงานด้วยครัับขอต่ออีกหน่อยนะครับ ในเรื่องการแยกยื่นหรือยื่นรวมนั้นเกิดปัญหาในการพิจารณาอยู่ทุกปีครับ เพราะรูปแบบรายได้ของแต่ละหน่วยภาษีจะมีความซับซ้อนแตกต่างกัน และปัญหาถ้าคุณบอกว่า ปีก่อนก็ยื่นแบบนี้ทำไมไม่โดนตรวจ ก็ต้องอธิบายเพิ่มว่าระบบการยื่นแบบรายการภาษีของไทยเป็นระบบสุจริตใจ โดยกรมสรรพากรจะใช้วิธีสุ่มตรวจถ้าเจอใครที่ผิดหรือเป็นที่น่าสงสัยก็จะเรียกเอกสารเพิ่ม หรือประเมินเรียกภาษีเพิ่มต่อไป ดังนั้นถ้าคุณอ้างว่าปีก่อนทำแบบเดียวกันนี้ก็ไม่โดนประเมิน นั่นหมายถึงคุณชี้ช่องให้เจ้าหน้าที่กลับไปตรวจสอบและเรียกภาษีย้นหลังนั่นเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าการประเมินของเจ้าหน้าที่จะถูกทุกกรณีนะครับ เพราะหลายครั้งที่เป็นคดีขึ้นถึงศาลฎีกา กรมสรรพากรก็แพ้คดีมาเยอะแล้ว
ดังนั้นในฐานะส่วนตัวคนส่วนใหญ่จะไม่ชอบหรือรู้สึกไม่ดีเวลาที่ถูกประเมินภาษีเพิ่ม หรือเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ซึ่งทำให้เราเสียเงินเพิ่ม แต่หากมองในมุมของประเทศ ก็ต้องเข้าใจว่า หากเจ้าหน้าที่สามารถเรียกเก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยที่ควรจะได้ ก็จะสร้างความมั่นคงทางการเงินให้ประเทศด้วยเช่นเดียวกัน
ชั่งใจดูละกันครับ ว่าจะเลือกรักใครมากกว่ากัน ระหว่างตัวเราเองกับประเทศ