หน้าแรก ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
ข่าว: ยินดีต้อนรับสู่ "กูรูฟอรั่ม" www.guruforum.in.th ศูนย์รวมนักวิชาชีพและผู้แสวงหาความรู้ด้านกฎหมาย บัญชี ภาษีอากร การเงิน บริหาร และไอที ร่วมถาม-ตอบ แบ่งปันประสบการณ์ความรู้ เพื่อพัฒนาสังคมวิชาชีพให้ก้าวหน้า สมาชิกจะได้รับสิทธิในการตั้งคำถาม ตอบคำถาม รับข่าวสาร และร่วมโหวตในประเด็นต่างๆ ท่านใดที่ยังไม่ได้สมัครเป็นสมาชิกกรุณาลงทะเบียนที่เมนูด้านบนครับ

+  GURUFORUM
|-+  Professional Community
| |-+  กฎหมาย
| | |-+  สอบถามปัญหากฎหมายทั่วไป
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: สอบถามปัญหากฎหมายทั่วไป  (อ่าน 1000 ครั้ง)
p44673770
Newbie
*
กระทู้: 2


« เมื่อ: กรกฎาคม 03, 2009, 12:44:55 PM »

ปัญหา  นาย ข ขับรถยนต์แซง นาย ก ซึ่งขับรถยนต์ช้ากว่าโดยบีบแตรไล่เพื่อให้ นาย ก ขับรถหลีกทางไปก่อนแต่ นาย ก ไม่ยอมขับรถหลีกทางให้ นาย ข จึงบีบแตรและขับรถแซงไป หลังจากนั้นขณะที่ นาย ข หยุดรถเพื่อรอให้รถคันหน้าที่หยุดรถเพื่อรอเลี้ยวเข้าซอยด้านขวา นาย ก ซึ่งรู้สึกไม่พอใจ นาย ข ซึ่งบีบแตรไล่ตนเองก่อนหน้านั้น ขับรถตามมาทัน ได้ขับรถเข้ามาประกบทางด้านซ้ายของรถนาย ข เปิดกระจกรถตนเองและตะโกนต่อว่า นาย ข รวมทั้งใช้มือเคาะกระจกรถ นาย ข ทางด้านซ้ายของรถนาย ข (คนละด้านกับที่นาย ข นั่งขับรถ) แต่เนื่องจากนาย ข เปิดเพลงฟังอยู่ในรถเสียงดังมากจึงไม่ได้ยินเสียงต่อว่าและเสียงเคาะกระจกของ นาย ก อีกทั้งขณะนั้น นาย ข ก็รีบไปทำงานจึงไม่ได้สนใจมองไปรอบข้างว่ามีรถนาย ก มาจอดประกอบรถตนเองอยู่ (ช่วงเวลาที่ นาย ข หยุดรอรถด้านหน้าเข้าซอยนั้นใช้เวลาประมาณ 20-30 วินาที) เมื่อรถที่อยู่ด้านหน้ารถ นาย ข เลี้ยวเข้าซอยไปแล้ว นาย ข ก็ขับรถออกไปในเลนของตนเองตามปกติ ทำให้ขอบประตูรถด้านที่ นาย ก เคาะกระจกอยู่ครูดกับมือของ นาย ก ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย (ซึ่งหากมีค่ารักษาก็ไม่น่าจะเกิน 3,000 บาท) ส่วนรถของนาย ก และ นาย ข ต่างฝ่ายต่างไม่ได้กระทบกระทั่งอะไรกัน จึงมิได้มีความเสียหายเกิดขึ้นแก่รถทั้งสองฝ่าย

จากปัญหาดังกล่าว ขอสอบถาม ดังนี้
1. หาก นาย ก ไปแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า นาย ข กระทำละเมิดต่อตนเองทำให้มือของ นาย ก ได้รับบาดเจ็บ และขับรถหนีไป นาย ก จะ เรียกให้ นาย ข ชำระค่าเสียหายได้หรือไม่และเป็นจำนวนเท่าไร (นาย ก จำทะเบียนรถ นาย ข แต่ไม่ทราบว่า นาย ข เป็นผู้ขับรถ)
2. ตามข้อ 1 หากสามารถกระทำได้ นาย ก จะต้องดำเนินการแจ้งความภายในเวลาเท่าใดนับจากเกิดเหตุ
3. เมื่อ นาย ข ไม่ทราบว่านาย ก ไม่พอใจ และขับรถมาจอดประกบด้านข้างเพื่อตะโกนต่อว่าและใช้มือเคาะกระจกรถตนเอง  จะถือได้ว่า นาย ข มีความผิดตามที่นาย ก กล่าวอ้างได้หรือไม่
4. กรณีดังกล่าว เป็นกรณีที่ศาลจะรับฟ้องหรือไม่ หรือเป็นคดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถดำเนินการให้จบกระบวนการได้ด้วยตนเอง
5. หากนาย ข ไม่มีความผิดสามารถที่ฟ้องร้องเพื่อให้นาย ก ชดใช้ค่าเสียหายที่ทำให้ตนเองเสียชื่อเสียงได้หรือไม่
บันทึกการเข้า
Sociolegalist
Global Moderator
Newbie
*****
กระทู้: 37


« ตอบ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 08, 2009, 02:21:16 PM »

ปัญหานี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้ทั่วไปในสังคม  ในความเป็นจริง หากผู้อ่านที่มีสติเข้ามาอ่านก็จะพบว่า เจ้าของกระทู้ แสดงออกอย่างชัดเจนว่า ต้องการให้ผู้แสดงบทบาท "นาย ข" เป็นฝ่ายถูกด้วยการตั้งคำถามในมิติมุมมองของนาย ข ตั้งตุ๊กตาพร้อมอธิบายเหตุผลในฝั่งของนาย ข เพื่อกล่าวอ้างให้พ้นจากความรับผิดในทุกกรณี ในขณะเดียวกันก็อธิบายบทบาทของ นาย  ก ให้ต้องรับผิดในทุกประเด็นเช่นเดียวกัน หากพิจารณาด้วยสติและจิตใตที่เป็นกลางแล้วก็เป็นเรื่องตุ๊กตาที่ "ไม่มีสาระ" ในทางกฎหมายเลย

โดยสรุปประเด็นปัญหาตามเรื่องที่ตั้งมานั้น ไม่ใช่เรื่องการกระทำผิดตามกฎหมายเป็นสาระสำคัญของเรื่อง แต่เป็นเรื่องของการขาดไร้สติ และไม่มีมารยาท ไม่มีวัฒนธรรมในการใช้รถใช้ถนน ของทั้งนาย ก และนาย ข นั่นเอง

กรณีนี้ เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจให้ดีถึงกรณีการปฏิบัติตามกฎหมายกับการปฏิบัติตามปกติ เนื่องจาก หากพิจารณาถึงทางปกติโลก จะเห็นได้ว่า ข้อพิพาทต่างๆ เกิดจากการกระทำของนาย ข บีบแตรรถใส่รถของนาย ก ซึ่งขับอยู่ด้านกหน้า ประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจก็คือ นาย ก และนาย ข ต่างอยู่ในรถของตน การที่นาย ข บีบแตร ขณะที่ขับรถอยู่หลังรถนาย ก นั้น นาย ก ย่อมได้ยินเสียงแตรแต่อาจไม่เข้าใจว่า นาย ข จะบีบแตรเพื่อส่งสัญญาณหรือบอกอะไรให้ตนทราบ โดยเฉพาะหากนาย ก เชื่อว่า การขับรถของตนเป็นไปตามกฎจราจรและขับขี่อย่างถูกต้อง  แต่เมื่อนาย ข ขับรถแซงและบีบแตรไล่ ย่อมเป็นการสื่อให้นาย ก ได้รู้ว่า ตนเองไม่พอใจการขับรถของนาย ข ซึ่งการกระทำของนาย ข แสดงให้เห็นถึงการไม่มีมารยาทในการขับรถเป็นอย่างมาก (ซึ่งคนไทยก็จะใช้คำอธิบายพฤติกรรมนี้ว่า ใครๆเขาก็ทำกัน) เป็นที่มาของการที่นาย ก ขับรถตามไปเคาะกระจกรถนาย ข จุดนี้ เป็นเรื่องที่บอกได้ว่า นาย ข รับรู้แต่แกล้งทำไม่สนใจ (เพราะตนเองแซงมาแล้ว) โ้วยข้อความที่ว่า "นาย ก ขับรถตามมาทัน...เปิดกระจกรถตนเองและตะโกนต่อว่า นาย ข" ซึ่งหากนาย ข ไม่รับรู้เนื่องจากเปิดเพลงในรถเสียงดัง และมีสมาธิกับการขับรถ นาย ข ย่อมไม่อาจเห็นพฤติกรรมของนาย ก ได้ เหตุการณ์ต่างๆ จึงเป็นกรณีที่นาย ข เป็นฝ่ายก่อให้เกิดข้อพิพาท เนื่องมาจากความเห็นแก่ตัวและไม่มีมารยาทในการขับรถของนาย ข เอง ส่วนนาย ก ก็สมควรได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากการเปิดกระจกยื่นอวัยวะออกนอกพาหนะที่โดยสารก็เป็นความเสี่ยงที่อาจเกิดอันตรายได้อยู่แล้ว โดยมิพักต้องเป็นกรณีที่มีเหตุพิพาทใดๆ

โดยสรุปเหตุการณ์ ตามที่ยกขึ้นมาเป็นตุ๊กตาครั้งนี้ โดยความเห็นส่วนตัว เห็นว่า ไม่มีเหตุที่จะดำเนินคดีทั้งคู่ การกระทำตามข้อมูลทั้งสองฝ่ายต่างเป็นฝ่ายผิด และเรื่องดังกล่าวไม่มีมูลเหตุเพียงพอที่จะดำเนินคดี เพราะเป็นเพียงเรื่องความไม่พอใจระหว่างคู่กรณีเท่านั้น ยังไม่มีเหตุความเสียหายที่ชัดเจน เว้นแต่กรณีที่ นาย ก สามารถพิสูจน์ได้ว่า เกิดการบาดเจ็บเกินกว่าปกติที่ควรเนื่องจากการกระทำของฝ่ายนาย ข แต่ที่เหมือนกันก็คือ ทั้งนาย ก และนาย ข ต่างเป็นผู้ไม่มีน้ำใจ ไม่มีความเอื้อเฟื้อในการใช้รถใช้ถนนด้วยกันทั้งคู่

อย่างไรก็ตาม เมื่อตั้งประเด็นคำถามเข้ามาในบอร์ด ก็ต้องพิจาณากันตามประเด็นต่างๆ ที่ได้ตั้งไว้ ซึ่งกรณีนี้หากพิจารณาตามข้อกฎหมายจะสามารถพิจารณาได้ดังนี้

1. ปัญหาที่ว่า หากนาย ก  จะแจ้้งความดำเนินคดีต่อผู้ที่กระทำให้ตนเองได้รับบาดเจ็บ (หรือก็คือนาย ข) โดยต้้องการเรียกค่าเสียหายนั้น หากถามว่า นาย ก จะแจ้งความเอาผิดกับนาย ข ได้ หรือไม่ ก็ต้องตอบว่า ได้  เนื่องจาก การแจ้งความต่อเจ้าพนักงานสอบสวน เป็นสิทธิตามกฎหมายของประชาชน (รวมถึง นาย ก) ที่สามารถดำเนินการได้โดยอิสระตามเหตุที่เกิดขึ้น ส่วนสิทธิในการรับแจ้งความไว้ดำเนินคดีนั้น เป็นสิทธิของพนักงานสอบสวนที่จะพิจารณาว่า เรื่องที่มีการแจ้งความนั้นมีมูลเหตุเพียงพอที่จะดำเนินการหรือไม่ และในส่วนที่ว่าจะเรียกค่าเสียหายเท่าใดนั้นก็เป็นสิทธิที่นาย ก จะสามารถกำหนดเอาได้ เอง เพราะอาจเรียกทั้งค่าเสียหายทางกายและทางใจไปด้วยกันก็ได้ สำหรับการชดใช้เนื่องจากเะป็นการเรียกร้องในทางแพ่ง ดังนั้น นาย ข  ต้องชดใช้หรือไม่ จำนวนเท่าใด จึงเป็นเรื่องที่ต้องรอให้ศาลท่านวินิจฉัยให้เป็นที่สุดเสียก่อน จึงจะตอบได้

2. ระยะเวลาในการฟ้องร้องเป็นสิทธิที่นาย ก สามารถกระทำได้โดยกฎหมายไม่มีการกำหนดเงื่อนเวลาในการแจ้งความดำเนินคดี แต่มีกำหนดเวลาสำหรับการเรียกร้องค่าเสียหายไว้ตามมาตรา 448 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งกำหนดอายุความในการเรียกค่าเสียหายไว้ไม่เกิน 1 ปี นับแต่ที่เกิดเหตุและรู้ตัวผู้กระทำ

3. การกระทำของนาย ข แม้จะอ้างได้ว่าไม่มีเจตนาในการทำให้นาย ก บาดเจ็บ แต่ก็อาจเข้ากรณีประมาทได้ ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่นาย ก จะสามารถนำสืบขึ้นมาได้ ซึ่งกรรีความรับผิดตามเหตุละเมิดอาจเกิดได้ทั้งจากกรณีจงใจ หรือประมาท เพราะตามกรณีแม้นาย ข จะอ้างว่าเปิดเพลงเสียงดัง หรือไม่รู้ว่านาย ก โกรธและมาจอดรถเคาะกระจก มันเป็นข้ออ้างที่ฟังได้ลำบาก เพราะโดยปกติของคนขับรถมีความจำเป็นต้องสนใจสิ่งรอบข้างที่มาปะทะกับรถของตน เช่น รถจักรยานยนต์ที่แซงในขณะที่จอดติดไฟแดงแล้วมาเชี่ยวกระจกมองข้าง ขนาดมีคนมาเคาะกระจกแล้วบอกว่าไม่รู้ไม่ทราบ น่าจะเป็นการผิดวิสัย แต่กรณีต่างๆ เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์กันในชั้นพิจารณาคดีกันต่อไป

4.การรับฟ้องของศาลท่าน จะพิจารณาเหตุและผลของคำฟ้องตลอดจนพยานหลักฐานในการกล่าวอ้างต่างๆ ของฝ่ายผู้ฟ้อง ดังนั้น หากฝ่ายนาย ก สามารถหาพยานหลักฐานต่างๆ ได้จนมีน้ำหนักเพียงพอ เช่น กล้องวงจรปิดในบริเวณนั้น ตำรวจจราจร คนขายพวงมาลัย หรือ คนขับรถคันอื่น ซึ่งมีเหตุและผลเพียงพอต่อการรับฟังว่ามีเหตุพิพาทขัดแย้งกัน ศาลท่านก็จะต้องรับฟ้องไว้ไต่สวนกันต่อไป

5. กรณีนี้ หากท้ายที่สุดศาลมีการตัดสินว่า นาย ข ไม่ผิด จะขอฟ้องกลับให้นาย ก ต้องรับผิดฐานทำให้เสียชื่อเสียงจะทำได้ หรือไม่ ก็ต้องตอบว่า ทำได้ ด้วยเหตุผลเดียวกับของ นาย ก  คือสิทธิในการฟ้องคดีเป็นเรื่องสิทธิพื้นฐานที่ประชาชนสามารถดำเนินการได้ หากมีหลักฐานและพยานที่มีน้ำหนังเพียงพอต่อศาลให้ท่านเชื่อและยอมรับคำฟ้องนั้น
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!