หน้าแรก ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
ข่าว: ยินดีต้อนรับสู่ "กูรูฟอรั่ม" www.guruforum.in.th ศูนย์รวมนักวิชาชีพและผู้แสวงหาความรู้ด้านกฎหมาย บัญชี ภาษีอากร การเงิน บริหาร และไอที ร่วมถาม-ตอบ แบ่งปันประสบการณ์ความรู้ เพื่อพัฒนาสังคมวิชาชีพให้ก้าวหน้า สมาชิกจะได้รับสิทธิในการตั้งคำถาม ตอบคำถาม รับข่าวสาร และร่วมโหวตในประเด็นต่างๆ ท่านใดที่ยังไม่ได้สมัครเป็นสมาชิกกรุณาลงทะเบียนที่เมนูด้านบนครับ

+  GURUFORUM
|-+  Professional Community
| |-+  กฎหมาย
| | |-+  ขอคำแนะนำเรื่องนายจ้างบอกเลิกจ้างงาน
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ขอคำแนะนำเรื่องนายจ้างบอกเลิกจ้างงาน  (อ่าน 1624 ครั้ง)
chatchawan Jeammana
Newbie
*
กระทู้: 2


« เมื่อ: มิถุนายน 16, 2009, 10:10:38 AM »


ผมมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการบอกเลิกจ้า่งงานดังนี้ครับ

ปัจจุบันผมทำงานที่บริษัท.....เป็นเวลาเจ็ดปีครึ่งแล้วจนถึงปัจจุบัน
เมื่อวันที่ 1 มิถุนายนนี้ ทางบริษัทฯได้บอกขอเลิกจ้างงานผมมีผลตั้งแต่วันที่ 1/7/52 เป็นต้นไป สาเหตุที่เลิกจ้างที่ทางเจ้าของบริษัทฯแจ้งผมคือ เขาไม่พอใจวิธีการทำงานของผม คนละสไตล์กับเขา (ผมไม่เคยทำความเสียหายใดๆให้เขาและบริษัทฯมาก่อนเลย) ผมทำงานที่บริษัทฯนี้มานานและโดยรวมผมทำกำไรให้บริษัทฯด้วยพอสมควร (ผมเป็นผู้จัดการฝ่ายขายเครื่องจักรกลโรงงาน)

บริษัทฯ นี้เพิ่งเปลี่ยนผู้บริหารและเปลี่ยนชื่อบริษัทฯใหม่ด้วย เมื่อประมาณปีครึ่งมานี้ แต่ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลง พนักงานยังคงทำงานกันตามปกติ ผู้บริหารเก่าก็ยังคงถือหุ้นส่วนอยู่ครึ่งนึงและยังคงเป็นกรรมการของบริษัทฯอยู่ และเป็นที่ปรึกษาด้วย เพียงแต่ไม่ได้มาบริหารงานแล้วเท่านั้น

บริษัทฯเสนอค่าชดเชยในการเลิกจ้างานให้ผมดังนี้ครับ

1.  ชดเชยเงินเดือน 3 เดือน บอกล่วงหน้าหนึ่งเดือน (เขาบอกว่าที่ให้ 3 เดือนเพราะบริษัทฯชื่อใหม่เพิ่งเปิดมาได้ปีครึ่ง) และขอแบ่งจ่ายค่าชดเชยเป็น 3 งวดด้วย (ข้อเสนอนี้แฟร์กับผมไม๊ครับ)

2. เขาจะจ่ายเงินค่าคอมมิชชั่นที่คงค้างให้ผม (เป็นค่าคอมฯของค่าอะไหล่เครื่องจักรที่ขายปลีกให้ลูกค้า)

3. ปัญหาอยู่ในข้อที่สามนี้ครับ ตอนนี้ผมได้ขายเครื่องจักรไปหนึ่งเครื่องราคาประมาณ 70 ล้านบาท และได้รับเงินมัดจำจากลูกค้ามาแล้วด้วย เงินคอมมิชชั่นที่ผมสมควรจะได้จากการขายเครื่องจักรนี้น่าอยู่ที่ประมาณ 130,000-140,000 บาท แต่ทางบริษัทฯเสนอจ่ายให้ผมเพียง 10% ของยอดเงินค่าคอมฯ
ไม่ทราบว่าข้อนี้ผมสามารถต่อรองขอเพิ่มได้ไม๊ครับ เพราะไม่ได้มีข้อตกลงอะไรเกี่ยวกับเรื่องอย่างนี้มาก่อน

ในกรณีข้างต้นที่ผมได้เล่ามานี้ ผมสามารถปฏิเสธข้อเสอนของบริษัทฯได้หรือไม่ครับ และไม่ทราบว่าที่ทางบริษัทฯเสอนเงินชดเชยมานี้เป็นธรรมกับผมไม๊ครับ ?

ผมรู้้สืกไม่สบายใจในการบอกเลิกจ้างงานนี้เพราะผมไม่ได้มีความผิดอะไร แลเหตุผลในการบอกเลิกจ้างก็ไม่มีเหตุผลเท่าไหร่ในมุมมองของผม และคนที่ผมไปปรึกษาด้วย

กรุณาแนะนำด้วยครับว่าผมสามารถที่จะทำอะไรได้บ้างในเรื่องนี้ และถ้าผมไม่รับข้อเสนอนี้
ในทางกฎหมายถ้าผมร้องเรียนกรมแรงงาน (ในกรณีตกลงกันไม่ได้) ผมจะชนะหรือไม่ครับ ด้วยศักดิ๋ศรีของผมแล้วผมไม่อยากรับข้อเสนอนี้เลยผมอยากจะต่อสู้มากกว่า เพราะผมคิดว่าข้อเสนอไม่เป็นธรรมกับผมเลย ผมยังมีเครื่องจักรอีกหนึ่งเครื่องที่กำลังจะสรุปขายอยู่้อย่างน้อยต้องทำเงินให้บริษัทฯอีกหลายล้านบาทด้วยครับ การขายคงสรุปได้ภายในเดือน
กรกฏาคมนี้ครับ

ถ้าอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาสอบถามมาที่ผมได้ทุกเวลานะครับ

ขอคำแนะนำด่วนนะครับ ขอบคุณครับ
ขอขอบคุณล่วงหน้าในคำแนะนำนะครับ


บันทึกการเข้า
Sociolegalist
Global Moderator
Newbie
*****
กระทู้: 37


« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 22, 2009, 12:13:58 PM »

ประเด็นต่างๆ ที่คุณตั้งมาต้องเรียนชี้แจงว่า มันเป็นข้อพิพาททางแรงงานได้ทุกประเด็นนะครับ ดังนั้น การตอบคำถามที่คุณตั้งมานั้นมันเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับมุมมอง และแนวคิดในการดำเนินการทางคดีครับ โดยทั่วไปแล้วนักกฎหมายหรือทนาย จะไม่ตอบในเวทีที่เปิดกว้างแบบนี้ เพราะ
1 มันเป็นการพิจารณาข้อเท็จจริงเพียงด้านเดียว และ
2 คือข้อเท็จจริงต่างๆ มันเป็นเรื่องเฉพาะกรณี หากมีการตอบโดยเปิดเผยในเว็บบอร์ดสาธารณะแบบนี้ หากมีคนที่นำไปเป็นฐานในการคิดเพื่อตัดสินใจอะไรย่อมไม่เหมาะสม การนำความเห็นที่ตอบไว้ไปอ้างอิงในบริบทที่แตกต่างไปอาจเกิดผลเสียมากกว่าผลดี นะครับ 

อย่างไรก็ตาม ผมจะขอแสดงความเห็นในข้อมูลที่คุณได้ให้ไว้ตามที่คิด ซึ่งอาจสามารถใช้เป็นข้อมูลใฝนเบื้องต้นได้นะครับ โดยเรื่องที่ต้องพิจารณาไปตามลำดับ มีดังนี้ ครับ

1) บริษัท ในปัจจุบันที่คุณทำงานอยู่นั้น มีความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น คือ การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใหม่ หรือ ไปจดทะเบียนแก้ไขชื่อบริษัท รายชื่อและสัดส่วนผู้ถือหุ้น และกรรมการผู้มีอำนาจเท่านั้น โดยประเด็นที่ต้องการพิจารณา คือ บริษัท(นิติบุคคล) ที่คุณทำงานอยู่เป็นบริษัทเดียวกันกับที่คุณเข้าทำงานหรือไม่? 

2) ในช่วงเวลาที่บริษัทมีการเปลี่ยนแปลง เมื่อประมาณ 1 ปี ครึ่งที่ผ่านมา ในช่วงนั้น ทางผู้บริหารเขามีการบอกเลิกสัญญาเดิม หรือไม่ และการทำงานในบริษัทใหม่นี้ มีการทำสัญญาจ้างกันใหม่ หรือไม่ ? เพื่อตรวจสอบถึง ระยะเวลาการทำงานที่แท้จริิงในทางกฎหมายน่ะครับ

โดยปกติแล้ว หากมีการเปลี่ยนแปลงตัวบริษัทด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม ในช่วงแรกของการดำเนินงานบริษัทใหม่ที่ตั้งเข้ามาแทน ผู้บริหารเขาจะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรให้มากหรอกครับจนกว่าเขาจะำำกำหนดวิธีการ กลยุทธ์ในการบริหารจัดการได้อยางชัดเจนแล้ว ดังนั้น ในระหว่าง 1 ปีครึ่งที่คุณว่า ก็เป็นช่วงที่ผู้บริหารใหม่ จะใช้เวลาในการศึกษาการทำงานและรูปแบบที่เขาคาดหวังจากทีมงานที่มีอยู่แล้ว ตลอดจนใช้เวลาในการมองหาคนที่เหมาะสมในการทำงานตามวิธีที่เขาคิดไว้ ดังนั้น ปีครึ่งที่คุณบอกมา น่าจะเป็นช่วงเวลานี้แหละครับ เป็นช่วงศึกษาวิธีการ และเป็นสาเหตุที่เขาให้เหตุผลคุณว่า วิธีการทำงานไม่เข้ากัน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่คุณสงสัยนั้น มีข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอยู่ดังนี้ ครับ

1) สัญญาจ้างที่ว่าไว้ในตอนต้นนั้น อาจทำเป็นหนังสือหรือไม่ก็ได้นะครับ สาระสำคัญ คือ หากคุณตกลงทำงานให้กับนายจ้าง และนายจ้างตกลงจ่ายค่าตอบแทนสำหรับการทำงานนั้น ในอัตราที่ตกลงกันโดยไม่น้อกว่าที่กฎหมายกำหนด (ค่าแรงขั้นต่ำ)
โดยในกรณีนี้ มีข้อปัญหาที่เป็นเรื่องทางคดี คือ ในตอนที่มีการเปลี่ยนแปลงบริษัทมันเป็นการเลิกบริษัท หรือเปลี่ยนแปลง ถ้าเลิกบริษัทเท่ากับสัญญาจ้างเดิมสิ้นสุดไปแล้ว เนื่องจากการสิ้นสุดของนายจ้าง แต่ถ้าเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง เปลี่ยนชื่อบริษัทเท่านั้น สัญญาจ้างเดิมจะไม่สิ้นสุด การนับอายุงานต้องนับต่อเนื่องจากบริษัทเดิม ซึ่งกรณีนี้ เป็นเรื่องที่ต้องเรียนตรงๆ ว่า เรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและแนวทางการต่อสู้คดีของคู่ความครับ ไม่ใช่ข้อสรุป เป็นเพียงแนวเบื้องต้นในการพิจารณา เพราะข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องมีหลายข้อมาก ยากที่จะนำมาปรับเข้ากับปัญหาของคุณถ้าไม่มีข้อเท็จจริงมากกว่านี้

2) สิทธิในการบอกเลิกสัญญา เป็นสิทธิของคู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่ายครับ กรณีนายจ้างจะขอเลิกจ้างก็มีวิธีตามกฎหมาย เช่น การบอกกล่าวล่้วงหน้า ไม่น้อยกวา 1 รอบการจ้าง ซึ่งกรณีนี้ คุณได้รับการบอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือน ซึ่งก็เป็น 1 รอบการจ้างแล้ว (ตาม ปพพ.582 และ พรบ.คุ้มครองแรงงาน ม. 18)
ดังนั้น กรณีปัญหาการบอกเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมคงฟ้องคดียากครับ แม้คุณจะไม่เคยก่อความเสียหายให้บริษัท(ทั้งบริษัทเดิม และบริษัทใหม่)รวมถึงยังมีผลงานต่างๆ ให้บริษัทตั้งมากมาย นายจ้างก็อาจไม่ให้ทำงานต่อไปด้วยเหตุผลต่างๆ ได้โดยไม่ผิดกฎหมายครับ แต่อาจไม่ได้รับการยอมรับทางสังคม เช่น อาจเกิดปัญหาลูกจ้างขาดขวัญกำลังใจ ส่งผลให้ทำงานไม่เต็มที่ ผลงานตกลงไป เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ผู้บริหารบริษัทนายจ้าง ซึ่งเป็นเจ้าของเงินค่าจ้างต้องรับผิดชอบเอาเองครับ ไม่เกี่ยวกับลูกจ้างที่ต้องไปคิดแทนเขา หรือห่วงบริษัทที่ไม่ใช่ของเรา(เพราะเป็นของนายจ้าง)

3) กรณีเงินชดเชย 3 เดือน นั้น ก็เป็นไปตามเกณฑ์การจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างที่ทำงานเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี ตาม ม. 118 พรบ. คุ้มครองแรงงาน แล้ว ครับ แสดงวา กรณีนี้ นายจ้างมองว่า การทำงานของคุณให้กับบริษัทที่เป็นนายจ้างใหม่เป็นตามเกณฑ์นี้ครับ ดังนั้นประเด็นที่จะมีข้อโต้แย้งกับเขา ได้ ก็คือคุณต้องหาหลักฐานให้ได้ว่า สัญญาที่จ้างคุณทำงานอยู่นี้ เป็นสัียญาเดียวกับที่จ้างคุณทำงานมาตั้งแต่แรก เพื่อขอค่าชดเชยเพิ่มขึ้น ในส่วนของการแบ่งจ่าย เป็นเรื่องปกติของการจ่ายเงินบริษัท ที่เป็นก้อนใหญ่ๆ ที่จะต้องมีการต่อรอง เนื่องจากบริษัทก็ต้องรักษาสภาพคล่องด้วยเหมือนกันครับ ดัังนั้นเรื่องแบ่งจ่า่ย ก็สามารถตกลงกันได้  ถามในส่วนนี้ ถามว่า แฟร์มั๊ย ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่า มองมุมไหนล่ะครับ สำหรับบริษัทเขาก็จะบอกว่า เงื่อนไขเนี๊ยแฟร์ที่สุดแล้ว เพราะบริษัท(ใหม่) เพิ่งจ้างคุณได้แค่ปีกว่าเท่านั้นเอง

4) ประเด็นคอมมิชชั่น มีเรื่องเดียวที่ต้องพิจารณา คือ โดยปกติ ค่าคอมมิชชั่น เป็นส่วนหนึ่งของค่าตอบแทนที่ตกลงกันไว้ในสัญญาหรือไม่ หากเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ก็ต้องถูกนำไปคำนวนเพื่อหาค่าชดเชยในอัตราที่สูงขึ้น มากกว่าที่คิดจากเงินเดือนอย่างเดียวครับ แต่ถ้า ค่าคอมมิชชั่นไม่ใช่ส่วนหนึ่งของค่าจ้าง ก็ไม่สามารถเอามาคิดได้ ซึ่งถ้าเป็นกรณีนี้ จากที่นายจ้างแสดงออกว่า จะจ่ายค่าคอมมิชชั่นที่ค้เางให้นั้น แสดงในเบื้องต้นว่า นายจ้างไม่ได้เอามาคิดเป็นค่าจ้างครับ  ซึ่งส่งผลต่อไปถึงข้อต่อไปว่า

5) ค่าคอมมิชชั่นจากการขายเครื่องจักร ซึ่งบริษัทจะจ่ายให้คุณในอัตรา เพียงแค่ 10% ของมูลค่าที่คุณคาดหวังนั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งที่แสดงว่า เขามองว่า คอมมิชชั่นไม่ใช่ส่วนหนึ่งของค่าจ้าง เนื่องจากค่าจ้าง ต้องมีอัตราที่คงที่ สามารถคำนวนเป็นจำนวนที่แน่นอนได้ โดยไม่สามารถต่อรองกันได้ง่ายๆ แต่นี่บริษัทเขามองว่า เป็น "ค่าตอบแทนพิเศษ" เพื่อจูงใจให้ลูกจ้างทำงานให้บริษัท ดังนั้นจึงอยู่ในเกณฑ์ที่ต่อรองได้ ครับ ประเด็น จึงอยู่ที่ว่า คุณคิดว่าควรจะได้มากกว่าที่บริษัทเสนอ แล้วคุณมีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ในการจะขอจากบริษัทเพิ่ม ซึ่งหากเขามองด้วยมิตินี้ คุณจะมีเหตุผลที่จะยกเป็นข้อต่อสู้ หรือแย้งเหตุผลของเขาอย่างไร

               โดยรวมแล้ว หากผมเป็นผู้บริหาร จะคิดว่า นี่เป็นข้อเสนอที่ค่อนข้างดีแล้ว แต่ถ้าเป็นคุณ ผมจะคิดว่า มันน้อยไป ซึ่งหากปัญหาที่เกิดกับบริษัทเป็นเพราะการดำเนินการโดยรวมไม่ดีแล้ว น่าจะมีปัญหาทางการเงินพอควรที่เดียวคับ และคงเป็นเหตุผลที่บริษัทเดิมต้องมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งปัญหาต่างๆ เหล่านี้คุณอาจไม่ทราบ เพราะเป็นเรื่องที่ฝ่ายบริหารกับบัญชีจะรู้ดีครับ

อย่างไรก็ตาม หากจะต่อสู้คดี ในเรื่องนี้ ผมขอแนะนำให้คุณลองพิจารณา ที่ 2 ประเด็น คือ  เรื่องสถานะทางการเงินที่แท้จริงของบริษัท เพราะยอดขายมากกำไรเยอะก็อาจเจ๊งได้ถ้าคนบริหารดำเนินการไม่เป็นนะครับ และอีกเรื่องคือ หากคุณออกจากที่นี่ คุณมีช่องทางหางานใหม่ที่ดีกว่าได้หรือไม่ เพราะ หากสถานะการเงินที่แท้จริงของบริษัทอยู่ในช่วงไม่ดี แล้วคุณดำเนินคดีไป สุดท้ายบริษัทแพ้ ก็ไม่มีจ่าย หรืออาจปิดบริษัทหนีคุณ ลูกจ้างคนอื่นก็อาจต้องตกงานไปได้ด้วย ส่วนในด้านของคุณถ้ามีโอกาสหางานใหม่ที่ดีกว่าได้ แล้วคุณจะไปทำงานใหม่ โดยเอาภาระทางคดีที่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เสียเวลางาน มานั่งทำคดีที่ไม่แน่ว่าจะชนะหรือเปล่า เรื่องนี้ คุณคงต้องตัดสินใจครับ

หากพูดกันเรื่องศักดิ์ศรี ผมไม่คิดว่า จะเป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าด้วยศักดิ์ศรี คุณไม่รับขอเสนอ แต่เขาก็บอกว่าเขามีสิทธิขอให้คุณหยุดมาทำงานอยู่แล้วตามกฎหมาย แล้วอีกอย่าง หากคุณยังยืนยันที่จะทำงานต่อไป คุณก็อยู่เป็นลูกจ้างเขาต่อไปอยู่ดี เชื่อเถอะครับ ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของศักดิ์ศรี มันเป็นเรื่องของธุรกิจ เป็นเรื่องการตกลงตามสัญญา ถ้าคุณเสียประโยชน์ก็เรียกร้องอย่างตรงไปตรงมาตามสิทธิที่คุณคิดว่าควรจะได้ แต่ถ้าข้อเสนอสมเหตุสมผลแล้ว ก็ควรจะยอมรับแล้วเราก็เริ่มต้น ใหม่ เพราะคุณจะมีทุนในการเริ่มต้นอยู่ในกระเป๋าจำนวนหนึ่งแล้ว หรือหากคุณคิดว่าไม่ต้องการรับ ก็เป็นสิทธิของคุณจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ก็ต้องขอให้คุณโชคดี ในการตัดสินใจครับ
บันทึกการเข้า
chatchawan Jeammana
Newbie
*
กระทู้: 2


« ตอบ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 03, 2009, 08:00:15 AM »


ความจริงแล้วผมก็ไม่ซีเรียสเท่าไหร่เกี่ยวกับเรื่องนี้
เพียงแต่อยา้เท่านั้น เรื่องนี้ทำให้ผมทราบว่าการทำให้ตัวเองอยู่รอดสำคัญที่สุด
สำหรับผู้ทำธุระกิจ เรื่องมิตรภาพมาทีหลัง 555555

ผมคงไม่ทำอะไรหรอกครับความจริงผมก็ไม่เดือดร้อนอะไร เพียงหงุหงิดใจเล็กน้อยเท่านั้น
ผมได้ทำข้อตกลงกับบริษัทฯเรียบร้อยแล้วก่อนที่ผมจะได้อ่านคำตอบของคุณ Sociolegalist

ขอบคุณสำหรับคำตอบครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!